ความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน ส่งผลดีต่อส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหาร

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศจีน-ไต้หวัน ทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญแรงกดดันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่เชื่อมั่นว่าไม่รุนแรงจนเกิดเป็นภาวะสงครามเพราะไม่มีประโยชน์ต่อฝ่ายใด โดยประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับ Supply Chain ต่างๆ เพราะว่าประเทศเหล่านี้อาจจะเริ่มใช้มาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้นไทยจึงมีโอกาสส่งออกสินค้าไปจีนเป็นการทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร หรืออาหารเป็นต้น แต่ในฐานะไทยที่เป็นตัวกลางต้องรักษาสมดุลระหว่างขั้วอำนาจไว้ให้ดี

อีกด้านหนึ่งคุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การเกิดความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดการคว่ำบาตรระหว่างกัน ประเทศจีนมีการงดสั่งซื้อสินค้าหลายประเภท มองอีกด้านก็เป็นโอกาสของสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และ อาหาร ส่วนการลงทุนนั้น ท่ามกลางความขัดแย้งก็มีผลทำให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการจำนวนมาก พิจารณาโยกย้ายฐานการลงทุน ซึ่งประเทศไทยเองก็มีโอกาส เพราะว่านักลงทุนจีนและไต้หวันก็เป็นนักลงทุนอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ไทยควรใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะการเป็นฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์(ชิป) ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ของไทย เนื่องจากไต้หวันถือเป็นฐานผลิตชิปขนาดใหญ่ และมีส่วนแบ่งทางการตลาดในโลกร้อยละ 60 ถ้าหากมีการโยกย้ายการลงทุน จะต้องมีการหาฐานการผลิตสำรองแห่งใหม่นั่นเอง


ความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันคาดว่าจะซับซ้อนยืดยาวมากขึ้น และถึงแม้ว่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการส่งออกสินค้าของไทย แต่เราก็คาดหวังว่าความขัดแย้งนี้จะไม่ยืดเยื้อบานปลายจนกลายเป็นสงคราม และจบลงด้วยดีในเร็ววัน