ประกันรายได้ข้าว กำลังสร้างหนี้ให้ประเทศ?

พลิกแฟ้มประกันรายได้ข้าวของรัฐบาล 3 ปีย้อนหลัง ในปีแรกโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพิ่มขึ้นจากปี 2562/63 วงเงิน ประมาณ 20,000 ล้านบาท ปี 2563/64 วงเงินประมาณ 49,000 ล้านบาท และปี 2564/65 วงเงินประมาณ 88,711.73 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ส่วนปี 2565/66 ประมาณ 86,740.31 ล้านบาท ลดลง 2.22% ซึ่งยังไม่รวมกับยอดที่รัฐบาลค้างจ่ายหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 เป็นเงินถึง 850,956.9247 ล้านบาท


ก่อนหน้านี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลังขยายเพดานหนี้ในมาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของภาครัฐ ในส่วนการก่อหนี้ภาครัฐต่อสัดส่วนงบประมาณจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 30% เป็น 35% เป็นเวลาชั่วคราว 1 ปี ส่งผลให้ภาครัฐจะก่อหนี้ได้เพิ่มอีกประมาณ 1.55 แสนล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการประกันรายได้


รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เผยว่า สถานะทางการคลังของประเทศเวลานี้ไม่ค่อยดี ไม่เห็นด้วยกับการขยายเพดานเพื่อก่อหนี้ภาครัฐเพิ่ม เนื่องจากโครงการประกันรายได้เกษตรกรไม่ใช่เพื่อให้เกษตรกรมีกำไร แต่หลักการเดิมคือ ช่วยเพื่อไม่ให้ขาดทุน ขายได้ราคาที่เป็นธรรม แต่นักการเมืองกลับนำไปบวกเป็นกำไร


“การช่วยเพื่อให้มีกำไรเพิ่ม เอาเงินภาษีคนอื่นมาจ่ายให้เกษตรกรถือว่าผิดหลักการ แต่ต้องช่วยเมื่อราคาข้าวตกตํ่าซึ่งเมื่อราคาข้าวตกตํ่าก็จะได้รับการชดเชยส่วนต่างจากราคาประกันมากอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปขยายเพดานหนี้เพื่อนำมาช่วย ซึ่งเป็นคนละเรื่อง เวลานี้ฐานะการคลังของประเทศก็ไม่เอื้ออำนวย ขนาดค่าจ้างขั้นตํ่ายังไม่กล้าปรับ ซึ่งหากปรับให้เพิ่ม 5-6% ตามอัตราเงินเฟ้อก็ถือว่าเก่งแล้ว ซึ่งการจะปรับขึ้นนายจ้างยังจะไม่ยอมเลย แต่นี่กำลังควักเงินจากผู้เสียภาษี แล้วเงินนี้ต้องนำไปใช้ด้านอื่นด้วย ทั้งด้านการศึกษา สร้างถนน ซ่อมถนน และอื่น ๆ”


ทั้งนี้รัฐบาลควรเน้นช่วยชาวนาในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และช่วยในช่วงราคาขายขาดทุนไม่งั้นจะหลงทาง และทำให้ไม่เกิดการไม่ปรับตัว ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาทรงตัว และตํ่ากว่าประเทศในเอเชีย และยังตํ่ากว่าเนปาล และบังกลาเทศ เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ต่างจากสมัยก่อนชาวนาไทยต้องดิ้นรนขวยขวายที่จะปรับตัว ซึ่งหากรัฐยังดำเนินนโยบายแบบนี้ถือว่าถดถอย เพราะใช้เงินจนเกินงบประมาณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับ (1.27 แสนล้านบาท) นี่คือปัญหาที่จะต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา