ไทยฝนตกน้อยลง หวั่นขาดแคลนน้ำทำเกษตร หลังคนตกงานหันมาทำเกษตรมากขึ้น

ดร. รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2563 พบว่า มีอัตราการย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 (อ้างอิงข้อมูลจาก BOT) อีกทั้งมีแรงงานเผชิญปัญหาไม่มีงานทำและขาดรายได้ประมาณ 4.5 – 5 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก TDRI) อาชีพเกษตรจึงเป็นทางรอดให้ทุกคนมีอยู่มีกิน มีใช้


โดยทุนที่สำคัญที่สุดคือ น้ำ ถ้าเราสำรองน้ำให้พอแรงงานคืนถิ่นจะสามารถประกอบอาชีพเกษตรได้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมป์ และ สสน. มีตัวอย่างที่ประชาชนลงมือทำเอง สามารถพึ่งพาตนเอง ทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี แก้น้ำท่วม แก้น้ำแล้ง เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า น้ำในเขื่อนแปรปรวนมาก ประชาชนจะพึ่งพิงน้ำในเขื่อนอย่างเดียวไม่ได้ และปีหน้ายังมีโอกาสเผชิญปัญหาน้ำแล้งอีก ควรสำรองน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนเอง ดักน้ำหลากเข้าเก็บในแหล่งน้ำ


พร้อมคาดการณ์ในช่วงตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม ประเทศไทยตอนบนจะกลับมามีฝนมากกว่าค่าปกติ และอาจตกหนักมากกว่าปกติทำให้เกิดอุทกภัย แต่ในช่วงนี้จะมีน้ำไหลลงเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเขื่อนจึงจำเป็นต้องเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย อย่างน้อย 1 ลูก


ส่วนราชการจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน แต่ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะมีน้ำเก็บกักในเขื่อนเพิ่มมากขึ้น และเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้เก็บน้ำเข้าสู่แหล่งน้ำในพื้นที่และในชุมชน ช่วยลดภาวะน้ำท่วมและเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง “พลิกวิกฤต เก็บน้ำ สร้างอาชีพ” กอบกู้สถานการณ์ฟื้นคืนชีวิต “โควิด ชีวิตต้องรอด” ส่วนในเดือนพฤศจิกายน “มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” จะมีกำลังแรงและอาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้ามาสู่อ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยได้ จึงควรเตรียมพร้อมรับมือและเก็บน้ำไว้ใช้เช่นเดียวกัน